งาน หางาน สมัครงาน ใบสมัครงาน Resume

เว็บไซต์นี้ ได้รับเครื่องหมายรับรองมาตรฐานความน่าเชื่อถือโดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ 2 ปีซ้อน - ดูรายละเอียด
ค้นหาด่วน
หน้าแรก เขียนใบสมัครงาน ลงโฆษณางาน ค้นหาใบสมัครงาน

สนใจลงโฆษณา โทร. 0-2275-1900, 0-2612-4900, 0-3839-5000

   สมัครงาน กรุงเทพฯและปริณฑล | สมัครงาน ภาคตะวันออก | สมัครงาน ภาคกลาง |สมัครงาน ภาคใต้ |สมัครงาน ภาคเหนือ |สมัครงาน ภาคอิสาน
   ค้นบ่อย : หางานบัญชี, หางานธุรการ, หางานจัดซื้อ, หางานผู้จัดการ, หางานขับรถ, หางานบุคคล, หางานคลังสินค้า, หางานครู, หางานวิศวกร, หางานเขียนแบบ, หางานคีย์ข้อมูล, หางานการตลาด, หางานโรงแรม, หางานสิ่งแวดล้อม, หางานคอมพิวเตอร์, หางาน Programmer, หางานประชาสัมพันธ์, หางานช่าง, หางานสถาปนิก
 
 Knowledge Center
knowledge

พลังงานไฮโดรเจน
 
เรื่องน่ารู้ตามหมวดหมู่
• การแพทย์
• ความรู้ทั่วไป
• เรื่องของผู้หญิง
• กีฬา
• ข่าวและสื่อ

และอื่น ๆ อีกมาก

สมัครเป็น Content Editor
Login เข้าสู่ระบบ
  ค้นหาเรื่องที่คุณสนใจ
ระบุ keyword
 
 

หางานบ่อย : dreamwork บคุณภาพ ระบ วพ งานช่างทำที่บ้าน จัดยา web naster เซลชลบุรี metro ช่างเทคนิคโลหะ eyruywrr cook/chef ธูณการ วุฒิปวส งานธนาคาร ผจก.บัญชี producer event วิศวกรขาย สมุยรปภ. บริษัท aae ผูจัดการด้านกฎหมาย นใย เส้ เจ้าหน้าที่ประสานงานหน่วยงานราชการ secretary to general manager ten พนักงานขับรถแถวปิ่นเกล้า 18000 แยกสุขสมาน ben10 พนักงานขายวันนี้ ASm Sale ขายยา 0825625 ผู้จัดการฝ่ายขาย และ การตลาด คลังสินค้าเหมราช ภูเก็ต กุ๊ก metal sheet eventmore call center ปวส PC แนะนำสินค้า ต่างประเทศ ญี่ปุ่น ขับรถโรงเรียน สระบุรี ปวส บางกะปิ staff งาน เชียงใหม่ ล่าสุด ร้านนวด สปา สมัครงาน ญี่ปุ่น พนักงานขายประจำห้างกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทยสาขาตรัง ปตรี บริษัท เจเทคโตะ จังหวังฉะงเทรา ฝ่ายบริหารงาน

  เรื่อง Anti-Microsoft
  เขียนโดย นาย บัญชา เกิดมีสุข
 
ดูบทความทั้งหมดที่เขียนโดย นาย บัญชา เกิดมีสุข
Rated: 
by 8 users
 

คุณคิดย่างไรกับเรื่องนี้?

 

 



Anti-Microsoft
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 เวลา 17:13 น.

หลังจากไม่สบายหมดแรง ก็เลยมานั่งนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันก่อน แล้วก็คิดว่าน่าจะเขียนอะไรไว้สักหน่อยเพื่อเตือนความจำ

เรื่องมันเริ่มมาจากว่า เราได้พบใครหลายๆคนที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม anti-microsoft บางคนอาจจะเป็นมาก บางคนอาจจะเป็นน้อย อันนี้ไม่ทราบในลึกๆจิตใจได้ เราก็ได้แต่ดูจากการแสดงออก ซึ่งบางครั้งก็ออกมาในทางลบอย่างน่าตกใจ

ถามว่าเราเกี่ยวดองอะไรกับไมโครซอฟต์ไหม? ทำไมถึงต้องเดือดเนื้อร้อนใจกับการพบคนแบบนี้? ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเราเป็น MVP คนหนึ่งของไมโครซอฟต์ด้วยแหละ (MVP ย่อมาจาก Most Valuable Professional เป็น Certificate ที่ไมโครซอฟต์มอบให้ผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับสังคมนักพัฒนาและผู้เชี่ยวชาญการใช้งานผลิตภัณฑ์ต่างๆของเขา มีอายุปีต่อปี เราได้มาเป็นปีที่สองติดต่อกันแล้ว เนื่องจากช่วยอ๋องและเหมียวร่วมก่อตั้งเว็บ ThaiSharp.net ซึ่งเป็น .Net Community อย่างเป็นทางการของเมืองไทยตอนนี้)

การเป็น MVP ให้โอกาสเรามากมายในการสัมผัส และตกหลุมรักใน Technology มากขึ้น การตกหลุมรักแบบนี้เราให้ความหมายถึง การได้ทำความรู้จัก เรียนรู้ และเข้าใจในตัวเทคโนโลยี และค้นพบว่ามันมีเสน่ห์ น่าหลงไหล และมีความจำเป็นต่อชีวิตมากขึ้นทุกที

เราเข้าใจว่าคนจากฝั่ง anti-microsoft ก็คงคิดเช่นเดียวกันกับสิ่งที่เขารักที่จะทำ

แต่สิ่งที่เราไม่เคยเข้าใจคือ ทำไมการรักในสิ่งที่ตัวเองทำ จะต้องเต็มไปด้วยการจ้องทำลายหรือคิดร้ายกับสิ่งที่ต่างจากตนเองด้วย

จากสิ่งพื้นๆที่ผู้คนมัก complain กัน เช่น ไมโครซอฟต์ผูกขาด, ขายราคาแพง, มีรูรั่วแยะ, เอาเงินออกต่างชาติ, ลุงบิลรวยแล้ว, พวกชอบซื้อกิจการฯ ฯลฯ ถามหน่อยว่าเคยคิดหรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากอะไร?

บอกไว้ก่อนนะว่าไม่ใช่ Microsoft จะดีเลิศไปเสียทุกอย่าง เขาก็มีข้อเสีย แต่เขาก็ปรับปรุง ปรับตัวอยู่เรื่อยๆ เขาไม่ได้อยู่นิ่งๆอย่างในภาพจำที่หลายคนคิดกัน


- -
เช่นเรื่องผูกขาด เราว่ามันเป็นเรื่องกลไกของธุรกิจ ซึ่งเราในฐานะ developer ก็ได้ทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว คือทำให้เกิด opensource community ขึ้น ถามว่าการผูกขาดของ microsoft ทำให้อะไรเปลี่ยนไปบ้าง คนที่ได้รับผลกระทบมีแต่เจ้าของกิจการ และ egoist ไม่กี่คน หาใช่ developer ไม่ ถ้าหาก linux หรือ sun หรือ apple คิดว่าไมโครซอฟต์ทำผิดเรื่องนี้จริง ควรถามความคิดตัวเองเหมือนกันว่า ถ้าเป็นตัวเอง จะต้องการส่วนแบ่งชิ้นใหญ่ของตลาดหรือไม่?

การทำธุรกิจไม่มีใครคาดหวังความเสื่อมถอย ยอดขายจึงต้องเพิ่มขึ้น การดำเนินกลยุทธที่ถูกต้องนำไปสู่ชัยชนะ ธุรกิจหลายประเภทเป็นการต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่เดิม และแข่งขันกันบนพื้นฐานของความเร็ว ดังนั้นการควบกิจการ ซื้อกิจการ การพยายามครอบครองส่วนแบ่งตลาดให้มากที่สุดนั้นไม่ผิดในความคิดของนักธุรกิจ และเป็นธรรมชาติ นักพัฒนาอาจไม่ชอบใจสิ่งเหล่านี้นัก เพราะจำกัดความหลากหลายทางเทคโนโลยี แต่อย่าลืมนะครับว่า โลกเราต่างมีทรัพยากรอยู่จำกัด ยิ่งซอยย่อยยิบถี่เกินพอดี จะได้ประสิทธิภาพโดยรวมต่ำลง

มนุษย์เรามักกล่าวอ้างเหตุผลต่างๆนาๆเพื่อคะคานคนอื่นที่ประสบความสำเร็จมากกว่าจนไม่มองว่าเหตุผลเหล่านั้นจะถูกต้องเป็นธรรมมากน้อยเพียงใด และยิ่งอาศัยความรู้สึกร่วมเป็นพวกพ้อง ยิ่งทำให้รู้สึกกลัวการเปลี่ยนแปลงและสูญเสียอำนาจมีมากขึ้นไปอีก

แต่ว่าการจ้องเอาหอกทิ่มแทงผู้ที่อยู่สูงกว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีแล้วงั้นหรือ? ทำไมไม่เอาเวลาไปพัฒนาตัวเองให้ดีกว่าล่ะ เวาลาชนะจะได้พูดเต็มปากว่าไม่ได้เหยียบหัวใครขึ้นมา เราว่าวงจรของการพัฒนาน่ะ มันไม่หนีกันเท่าไรหรอก วันนี้เราดีกว่า วันหน้าไม่แน่อาจจะมีคนอื่นที่คิดอะไรดีๆกว่าเราขึ้นมาก็ได้ ไอ้ที่ตัวมีก็อย่ามั่นใจนักว่ามันจะดีที่สุดอยู่เสมอนะครับ

อ้อ อีกอย่างนะครับ ถ้าคุณไม่ได้ทำงานในองค์กรของเขา บางทีก็ไม่ต้องทำตัวเหมือนทำงานอยู่ในนั้นก็ได้ เขาไม่ได้มาให้อะไรคุณเพิ่มหรอก ตรงข้ามกันเขาจะยินดีด้วยซ้ำที่ทำให้ "คน" กลายเป็น "เครื่องมือ" ทางการตลาดชนิดหนึ่งให้เขาได้ ถ้ารักผลิตภัณฑ์ของเขา ก็ศึกษาเรียนรู้และรักให้ดีก็พอครับ ถ้าคนรักของคุณดู "ขี้เหร่" กว่าคนอื่น คุณคงไม่ถึงกับถือมีดไปฆ่าคนที่สวยกว่าให้หมดโลก เพื่อจะให้คนรักของคุณดูดีที่สุดหรอก จริงไหม?

ส่วนสำหรับเรา เราคิดว่าโลกของนักพัฒนาโสภาและก้าวหน้าดีแล้ว อย่าไปทำตัวเป็นนักการตลาดที่ต้องคอยออกรบสร้างภาพเพื่อกินส่วนแบ่งทางการตลาดเลย มันเหนื่อย, บิดเบือน และไม่สนุกนักหรอก


- -
ไมโครซอฟต์อาจจะขายซอฟต์แวร์ในราคาที่ดูจะไม่สมเหตุสมผลนักสำหรับคนบ้านเรา และอาจจะนำเงินกลับบ้านได้มาก แต่อะไรล่ะครับ คือความถูก และความแพงที่ว่า?

คุณซื้อหนังสือมาหนึ่งเล่ม ราคาสองร้อยบาท คุณทิ้งไว้บนหิ้งครึ่งปีไม่ได้อ่าน ถามว่า ถูกหรือแพง?
คุณซื้อโทรศัพท์มือถือมาหนึ่งเครื่อง ราคาหมื่นเก้า ใช้ทุกวันเป็นเวลาสองปี ถามว่า ถูกหรือแพง?
คุณซื้อรถมาหนึ่งคัน ราคาเจ็ดแสน ใช้อาทิตย์ละหกวัน เป็นเวลาแปดปี ถามว่า ถูกหรือแพง?
คุณซื้อวินโดว์มาหนึ่ง license ราคาเจ็ดพันบาท ใช้ทุกวัน เป็นเวลาสองปี ถามว่า ถูกหรือแพง?

หากคุณใช้วินโดว์ทุกวันเป็นเวลาสองปี เท่ากับคุณเสียเงินวันละ 9 บาทกว่าๆเท่านั้น และถ้าหากคุณเอาวินโดว์ไปประกอบธุรกิจ (แน่นอนอาจจะรวมต้นทุนของ office หรือ tools อื่นๆด้วย) คุณก็ยังอาจได้กำไรมากกว่าต้นทุนที่เสียไปหลายเท่า เช่น สมมุติคุณรับพิมพ์งานแผ่นละสิบบาท ทำได้ชั่วโมงละประมาณ 5 หน้า วันละ 8 ชม. คุณจะมีรายได้ = 400 บาทต่อวัน คุณจำเป็นต้องใช้ windows ต้นทุน วันละ 9.5 บาท และ office suite (คิดแบบเดียวกันคือ 25,000 บาท / 730 วัน = 34.x บาท/วัน) ราคารวมกันคุณมีต้นทุน 9.5 + 34.5 = 44 บาท กำไรตั้งเกือบสิบเท่า นี่ขนาดงานพื้นๆนะครับ

ถามว่าราคามันถูกลงมาอีกได้ไหม ก็น่าจะได้ ถ้ามีคนใช้ของถูกกฎหมายกันมากขึ้น (ตามหลัก economy of scale) แต่การทำ software ไม่ได้มีแค่เขียนโปรแกรม ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำค่าไฟ ค่าเครื่องไม้เครื่องมือ ค่าบรรจุภัณฑ์ขนส่ง ฯลฯ รวมถึงค่าการตลาด ซอฟต์แวร์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทำมาหากิน และทำให้ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้มีเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องและกินดีอยู่ดีขึ้น

จะเกิดอะไรเมื่อราคาของ software ถูกลงจนไม่สมดุลย์กับต้นทุน แน่นอนครับ หลายคนคงไม่อยากทำอาชีพนี้ เพราะมันไม่เลี้ยงตัว เหมือนอาชีพนักเขียนนั่นประไร มีสักกี่คนที่ได้เงินมากกว่ากล่องในประเทศเรา ทั้งที่อาชีพนักเขียนเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความคิด, เวลา และประสบการณ์มากมายทีเดียว

และหากจะขายต่างประเทศต่างราคากัน ก็ยังต้องมีวิธีการป้องกันการซื้อข้ามประเทศซึ่งนับวันจะทำได้ยากขึ้นทุกที (และแน่นอนการนำ software มาทำเป็นหลาย version ก็ย่อมจะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอีกต่างหาก) แต่ในที่สุดก็คงต้องมีทางออกเรื่องนี้ และราคาก็อาจจะมีทางต่ำลงได้ในที่สุดนะครับ

หากคุณคิดว่าการไม่มีความสามารถในการซื้อของคุณ เป็นต้นเหตุทำให้คุณหงุดหงิดจนต้องออกมาบ่นว่ามันแพงเกินไปแล้วโว้ย! เราอยากให้คุณทบทวนดูให้ดี ของหลายอย่างที่คุณซื้อใช้ในชีวิตประจำวันอาจไม่ได้ให้ประโยชน์กับตัวคุณมากเท่าที่คุณได้จาก Windows และแน่นอน Microsoft ไม่ได้เป็นบริษัทเดียวที่มาจากต่างประเทศแล้วขนเงินกลับบ้าน โทรศัพท์มือถือที่คุณใช้ รถยนต์ที่คุณขับ หรือแม้แต่อาหารที่คุณทาน หลายๆอย่างก็มาจากต่างประเทศ และนำเงินกลับไปมากมายอย่างที่อุตสาหกรรม software เทียบไม่ติด

โดยที่คุณไม่ได้บ่นหรือรับรู้ถึงมันสักนิดด้วยซ้ำ


- -
มีรูรั่วแยะ, interface ไม่สวย, hang บ่อย ฯลฯ

ถ้าคุณเป็น developer ที่ทันสมัยพอ คุณจะทราบว่าทุกวันนี้เราไม่ได้สร้าง software กันแบบ build-to-finish แล้ว แต่เราสร้างกันแบบ build-to-extend

เหตุผลก็เพราะว่า หากเราสร้างระบบหนึ่งแล้วปิดโปรเจคไป ในอนาคตระบบนั้นจะไม่สามารถต่อยอดได้ ส่งผลให้ต้องเปลี่ยน software ใหม่ทุกๆช่วงระยะเวลาหนึ่ง (เช่น 5 ปี 10 ปี เป็นต้น) หากเป็นการพัฒนาแบบต่อยอด จะทำให้ระบบเก่าสามารถเพิ่มความสามารถใหม่ๆและติดต่อกับระบบอื่นที่ทันสมัยกว่าได้อย่างมีประสิทธิภาพและขยายได้อีกเรื่อยๆ ทำให้ต้นทุนโดยรวมต่ำลง

เมื่อ Internet ทำให้โลกแคบลง การกระจายของไวรัสคอมพิวเตอร์ก็มากขึ้น เราก็มีโอกาสได้พบกับคน IQ สูง EQ ต่ำมากขึ้นด้วยเช่นกัน คนพวกนี้แหละที่ทำให้คนอย่างพวกเราเดือดร้อน หาใช่ผู้ผลิตซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft ไม่

สมมุติง่ายๆ คุณซื้อบ้านมา มีกลอนประตูหน้าต่างครบทุกอย่างเท่าที่บ้านธรรมดาๆที่คนพึงอยู่จะมี จู่ๆวันนึงโจรขึ้นบ้านคุณ งัดหน้าต่างเอาทรัพย์สินไป คุณจะ

ก. โทษคนที่ขายบ้านให้คุณ ว่าขายบ้านไม่ดีให้ โจรเลยขึ้น
ข. โทษโจรที่อยู่ดีไม่ว่าดี ไม่ยอมไปหางานดีๆทำ เอาแต่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น
ค. โทษตัวเองที่ไม่ยอมซื้อหาเหล็กดัดมาติดหน้าต่าง เพื่อป้องกันตัวเองเพิ่มเติม
ง. โทษตำรวจที่ไม่ยอมมาตรวจตราระแวดระวังให้

ถ้าคุณเลือกข้อ ข. หรือ ค. พอเข้าใจได้ว่าคุณเป็นคนมีเหตุผลพอสมควร ถ้าคุณเลือกข้อ ง. คุณอาจจะไม่เข้าใจว่าตำรวจเขาก็มีกำลังจำกัด ไม่ได้มีหนึ่งคนต่อหนึ่งบ้าน จะได้มาดูบ้านคุณได้ตลอดเวลา หรือคุณอาจจะน้อยใจที่ตำรวจพึ่งพาไม่ได้ หรือตำรวจแถวนั้นอาจจะใช้ไม่ได้จริงๆ อันนี้ผมไม่ทราบ แต่ถ้าคุณเลือกข้อ ก. ผมอยากจะตั้งคำถามหน่อยว่า บ้านเขาทำมาให้คุณใช้อยู่อาศัยใช่หรือไม่? เขาทำกลอนทำประตูหน้าต่างมาให้ครบใช่หรือเปล่า? เขาให้ความเป็นบ้านกับคุณ แต่คุณไปเรียกร้องความเป็นป้อม/ค่ายจากเขาเพียงเพราะวันหนึ่งมันป้องกันโขมยให้คุณไม่ได้ โดยที่คุณก็ไม่เคยคิดป้องกันตนเอง ถูกแล้วหรือ?

สถานการณ์เดียวกัน ถ้าคุณใช้ Windows แล้วมีคนมาแฮคคุณ หรือส่งไวรัสมาปล่อย ถามว่าคุณควรโกรธคนที่มาแฮคคุณหรือคุณควรโกรธคนทำ Windows?

มองกลับกัน คนทำ Windows มีหยิบมือหนึ่ง มีคนใช้เป็นล้านๆทั่วโลก คนจ้องแฮควันๆมีหลายแสน ถามว่าคุณจะกันให้หมดภายในไม่กี่วันไหวไหม?

ถามว่าระบบอื่นทำไมเขาไม่มีปัญหา ขอตอบว่ามีครับ ใครว่าไม่มี linux และ unix ก็โดนแฮคได้ oracle ใช่ว่าจะไม่มี bug และจริงแท้แล้วก็ไม่ได้ unbreakable อย่างที่คุย โปรแกรมทุกตัวเขียนขึ้นมามีรูรั่วทั้งนั้น จะเป็นข่าวหรือไม่ แพร่กระจายแค่ไหน เดือดร้อนกันแค่ไหนมันอีกเรื่องนึง

ยิ่งซอฟต์แวร์มีขนาดใหญ่ขึ้น ก็ยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น การออก patch แต่ละครั้งก็ยาก และระบบก็ต้องการการทดสอบมากขึ้น ทั้ง pre-release และ post-release คนที่เข้าใจว่าซอฟต์แวร์ที่เอาออกมาขายต้องเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ที่สุด ควรจะเข้าใจเสียใหม่ ว่าการออก patch นั้นสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

และไม่ใช่เพียงแต่ Microsoft เจ้าเดียวที่ออก patch, linux, sun ก็มี patch รายวันเหมือนกัน แถม update ได้ยากกว่าด้วยซ้ำ การที่ออกมาโจมตีว่า Microsoft ออก patch อีกแล้วเพราะ software ไม่สมบูรณ์นั้น ดูจะไม่เป็นธรรมเอามากๆเลยทีเดียว

และยิ่งคนใช้มาก ปัญหาอื่นๆก็ตามมา การลง software ไม่ถูกวิธี การไม่อัพเดต patch การลงโปรแกรมอื่นๆทับลงไปบนระบบอย่างไม่ระมัดระวัง ก็มีส่วนทำให้ Windows เกิดอาการไม่เสถียรได้ ตัวแปรมันแยะเกินกว่าจะไปกล่าวโทษใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันต้องมีแพะใช่ไหมครับ สังคมนี้

อีกทั้ง Interface ของ Windows เป็น interface ที่ผ่านการ research มาแล้วว่าเหมาะกับผู้ใช้แทบจะทุกระดับ มันอาจไม่สวยงามเหมือนแมค ไม่ถูกใจ designer หรือ guru บางคน แต่มันจะใช้งานได้ดีและคล่องกว่าแน่ๆ สำหรับนักธุรกิจอีกหลายหมื่นคนทั่วโลก ที่เขาใช้เมาส์สองปุ่ม และจอ CRT เน่าๆ!


- -
ลุงบิลแม่งรวยพอแล้ว อย่าไปส่งเสริมความรวยให้ลุงแกอีกเลย

เป็นคำสบทบ่นที่เห็นแก่ตัวสิ้นดีนะครับ คนรวยขึ้นมาจากการทำมาหากินและความสามารถไม่ดีตรงไหน?

ถ้าใครเคยทราบประวัติลุงบิล จะทราบว่าเขาท่องไบเบิ้ลหนึ่งบทได้ตั้งแต่ไม่ถึงสิบขวบโดยไม่ตกหล่นเลยสักคำ เขาสอบ GMAT ได้เต็มสองครั้ง เขาออกจากมหาลัยชื่อดังเพราะไม่พบว่ามีความท้าทายที่นั่นอีกแล้ว เขาทำมาหากินกับ IBM ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่กว่าไมโครซอฟต์มากในตอนนั้น และด้วยวิสัยทัศน์เขานำไมโครซอฟต์ขึ้นมาเป็น บริษัทซอฟต์แวร์อันดับหนึ่งของโลก และร่ำรวยมหาศาล ทั้งที่เกิดในครอบครัวของชนชั้นกลางธรรมดาๆ

หากเป็นผมหรือคุณ เป็นลูกน้องเขาเงินไม่มี ก็คงได้แต่หาเงินเลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัว เงินของพวกเราต้องถูกรัฐหักไปเป็นภาษีตั้งแต่เรายังไม่ได้เห็นเงินเสียด้วยซ้ำ สุดท้ายก็ช่วยได้แค่ตัวเอง, ครอบครัว และญาติพี่น้องบางส่วน จะบริจาคได้บ้างก็ปีละไม่กี่อัฐ

ถ้าเป็นเจ้าของกิจการทำเงินซักปีละสิบหรือร้อยล้าน อาจจะมีภาระเลี้ยงดูคนในบริษัททั้งบริษัท รวมถึงครอบครัวพนักงานและสวัสดิการ มีการทำบุญเป็นประจำ ก็ช่วยคนได้มากหน่อย

แล้วถ้าเป็นคนระดับลุงบิลล่ะ?

ลุงบิลตั้งมูลนิธิด้วยเงิน 21,000,000,000 ดอลล่าห์ (ไม่ผิดหรอกครับ สองหมื่นหนึ่งพันล้านดอลล่าห์ หรือแปดแสนหกหมื่นหนึ่งพันล้านเอง) ช่วยเหลือคนและประเทศที่ยากจนไปทั่วโลก!

เขาเรียกว่ารวยจริง คือรวยทั้งเงิน และน้ำใจ คนรวยระดับนี้เข้าใจอย่างแท้จริงว่า โลกเราไม่เท่ากัน คนมีมาก ควรแบ่งคนมีน้อย และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เขาเลือกที่จะตั้งมูลนิธิ แต่ไม่ให้เงินมรดกลูก ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้ลูกได้เรียนรู้ชีวิต ก่อร่างสร้างตัว

ผมยังไม่เคยได้ยินว่า opensource หรือ เศรษฐีจากค่ายอื่นใดทำการบริจาคเงินช่วยเหลือสังคมมากมายเท่านี้ (ถ้ามีบอกกันบ้างก็ดีนะครับ)

หากคิดว่าคนชั้นกลางในประเทศที่ฟุ่มเฟือยอย่างเราได้มีโอกาสช่วยคนยากจนในประเทศที่ไม่มีจะกินแม้แต่น้ำผ่านกองทุนของลุงบิล อาจจะพอทำให้สบายใจขึ้นได้บ้างกระมังครับ?
 



ความคิดเห็นของคุณกับบทความนี้ ...


Privacy Policy | About Us
Copyright © 2000-2008 - Job Online Co.,Ltd. All rights reserved.
Contact Webmaster :
Webmaster@Jobpub.com