งาน หางาน สมัครงาน ใบสมัครงาน Resume

เว็บไซต์นี้ ได้รับเครื่องหมายรับรองมาตรฐานความน่าเชื่อถือโดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ 2 ปีซ้อน - ดูรายละเอียด
ค้นหาด่วน
หน้าแรก เขียนใบสมัครงาน ลงโฆษณางาน ค้นหาใบสมัครงาน

สนใจลงโฆษณา โทร. 0-2275-1900, 0-2612-4900, 0-3839-5000

   สมัครงาน กรุงเทพฯและปริณฑล | สมัครงาน ภาคตะวันออก | สมัครงาน ภาคกลาง |สมัครงาน ภาคใต้ |สมัครงาน ภาคเหนือ |สมัครงาน ภาคอิสาน
   ค้นบ่อย : หางานบัญชี, หางานธุรการ, หางานจัดซื้อ, หางานผู้จัดการ, หางานขับรถ, หางานบุคคล, หางานคลังสินค้า, หางานครู, หางานวิศวกร, หางานเขียนแบบ, หางานคีย์ข้อมูล, หางานการตลาด, หางานโรงแรม, หางานสิ่งแวดล้อม, หางานคอมพิวเตอร์, หางาน Programmer, หางานประชาสัมพันธ์, หางานช่าง, หางานสถาปนิก
 
 Knowledge Center
knowledge

เคล็ดลับ..สู่ความสำเร็จ
 
เรื่องน่ารู้ตามหมวดหมู่
• การแพทย์
• ความรู้ทั่วไป
• เรื่องของผู้หญิง
• กีฬา
• ข่าวและสื่อ

และอื่น ๆ อีกมาก

สมัครเป็น Content Editor
Login เข้าสู่ระบบ
  ค้นหาเรื่องที่คุณสนใจ
ระบุ keyword
 
 

หางานบ่อย : ผู้จัดการบั ทาสี lวนหลวง ห้วยขวาง ผู้ช่วยล่ามภาษาญี่ปุ่น มิตชูบิชิ งานธนาคาร วุฒิปวส นนทบุรี ลาดพร้าว, รัชดาภิเษก ช่างแม่พิม ต่างประเทศ ญี่ปุ่น ฦฝใงฝ ฝ่ายผลิตที่นวนคร ทีวีคลีนิค oywyywpo งานโรงเรียน แถวแจ้งวัฒนะ ตำแหน่งงานครูพี่เลี้ยง โรงแรมที่สุขุมวิท setup cnc เสมียนกรุงเทพ 4 sence cnc พระราม 2 นิติกร นครราชสีมา งาน part tarmวุฒิ ม3 กทม. ขายประ ช่างไฟฟ้่าชลบุรี ต่างประเทศ camp boss veyor Con โรงแรมหัวหิน เพชรเกษม112 การตลาด บางนา ธุรการ วุฒิม.6 ฝั่งธนบุรี เชียงใหม่ คร฿ งานทั่วไป ที่สถวรรณภูมิ วุฒิ ม3 ใน จ.ครราชสีมา พนักงานในร้านขายซีดี ฝ่ายประสานงาน กรุงเทพ แสนสิริ พัทยา สมัตรงานผู้จัดการคลังสินค้า translat produc นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน วิศวกรพลาสติก เจ้าหน้าที่บุคคล เจ้าหน้าที่ธุรการจังหวัดนนทบุรี foremanต่างประเทศ nhkเหมราช ธนาคาร งาน สมุทรปรการ พีซี+เชียงราย พนักขาย เซ็นทรันปิ่นเกล้า ม.6สุมทรปราการ pc head

  เรื่อง ๒๐๑๒ วันสิ้นโลก
  เขียนโดย นายธนากรณ์ ใจสมานมิตร
 
ดูบทความทั้งหมดที่เขียนโดย นายธนากรณ์ ใจสมานมิตร
Rated: 
by 7 users
 

คุณคิดย่างไรกับเรื่องนี้?

 

 



๒๐๑๒ วันสิ้นโลก[๑]

            “ ถ้าเป็นจริงผมว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับมวลมนุษยชาติ ” หลายคนคงไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้กันมาแล้วนะครับ ต้องยอมรับในฝีมือการสร้างที่ทำได้แบบเนียนมากๆถ้าดูในโรงภาพยนตร์ที่ระบบแสงสีเสียงสุดอลังการแล้วละก็ เสมือนหนึ่งเรากำลังเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์เลยทีเดียว ผมถามจากผู้ที่ได้ชมแล้วส่วนใหญ่จะชื่นชมกับการสร้างสรรค์ผลงานที่เรียกว่าเป็นสุดยอดของเทคนิคการถ่ายทำ ในส่วนของเนื้อหาก็มีความคิดเห็นแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มหลักๆครับ

            กลุ่มแรก          ฟันธงว่าเป็นไปได้และค่อนข้างคล้อยตาม พร้อมยกข้อเท็จจริงต่างๆตามองค์ความรู้ที่ตนมีมาอ้างสนับสนุนด้วย ซึ่งผมฟังดูแล้วก็มีเหตุมีผลดีนะ

            กลุ่มที่สอง       มีความเห็นในทางตรงข้ามกับเนื้อหา แล้วก็มีการให้เหตุผลประกอบด้วยอาทิเช่น ก็เห็นจะแตกมาตั้งแต่เจ้าฮัลเล่ย์มาแล้ว (ที่ทำให้พวกเรารู้จักท่านนอส

ตราดามุส) ไหนบอกดาวหางจะชน มนุษย์ต่างดาวจะโจมตี ก็ไม่เห็นมันมาเลยนี่ อยากให้แตกอยู่เหมือนกันจะได้เลิกทะเลากันเสียที! ว่าไปนั่น ผมก็เลยถามกลับว่าแล้วพี่ไปดูทำแมวอะไร?  เขาก็ตอบว่าที่ไปดูก็เพื่อต้องการรับรู้ด้านอื่นๆมากกว่าเนื้อหาสาระ

             ส่วนกลุ่มที่สาม           จะเป็นประเภทไม่ชอบคิดวิเคราะห์อะไรมากมายก็บอกว่า ๕๐:๕๐(ส่วนใหญ่จะมีมากในสังคมไทย ชอบแทงกั๊ก) ยังมาบอกผมอีกว่าปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ เออใช่ทางสายกลาง! เอาเข้าไป

            สำหรับความคิดเห็นของผมก็ตามที่ได้ขึ้นประโยคแรกเลยครับ ถามว่าทำไมผมจึงคิดอย่างนั้น? แน่นอนครับมีผลก็ต้องมีเหตุมีปัจจัยก่อนเสมอ ไม่ใช่อยู่ดีๆตื่นนอนมาแล้วบอกว่ามันเป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนี้ นั่นคงไม่ใช่ผมแล้วละ! เริ่มจากข้อเท็จจริงก่อน ลองตอบคำถามเหล่านี้ในใจกันดูนะครับ

·       คิดย้อนกลับไปเท่าที่คุณเกิดมาและจำความได้ (ไม่ต้องถึงกับต้องระลึกภพระลึกชาตินะครับ) จนถึงปัจจุบันตัวคุณมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่?เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หรือเสื่อมลง? (บอกให้เป็นแนวทางนิดหนึ่งเดียวบางคนคิดมาก คิดน้อยไม่เท่ากันฟุ้งซ่านไปกันใหญ่ คำว่าตัวเรา เราคือ สิ่งมีชีวิตประกอบด้วย กาย และ จิต)

·       บริบทรอบข้างเรา (สภาวะแวดล้อมอันประกอบไปด้วย สภาพเศรษฐกิจ,สภาพการเมือง,สภาพสังคม,สภาพแวดล้อมและธรรมชาติ ฯลฯ) มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่? เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หรือเสื่อมลง?

·       ปัจจัยที่มีอิทธิพลทำให้เกิดผลที่ดีขึ้น หรือเสื่อมลงในหัวข้อคำถามดังกล่าวข้างต้นเกิดจากสิ่งใด?

            ไตรปิฎก สยามรัฐ สุตตันต ทีฆนิกาย อัคคัญญสูตร ๑๖/๑๐๗-๑๐๘ อ้างในพระไตรปิฎกฉบับพิเศษ  “ธรรมธาตุ ธรรมชาติ แห่งสรรพสิ่ง วิจัยโดย ไชย ณ พล  อัครศุภเศรษฐ์ , พ.ศ. ๒๕๒๘ : ๔๐-๔๕ กล่าวถึงการกำเนิดของมนุษย์ไว้พอสรุปความได้ว่า[๒] “มีบางช่วงเวลาที่โลกพินาศอยู่ เหล่าสัตว์ทั้งหลายไปเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย จนกระทั่งโลกกำลังจะกลับมาก่อกำเนิดอีกครั้ง จะมีเหล่าสัตว์บางส่วนจากชั้นพรหมลงมาเป็นมนุษย์ (พรหม , เทวดาผู้เสื่อมทราม) ซึ่งในตอนที่ระบบสุริยจักรวาลยังไม่ก่อเกิดนั้น จะมืดมนและไม่เห็นอะไร เนื่องจากไม่มีดวงจันทร์ ไม่มีดวงอาทิตย์ ไม่มีดวงดาว ไม่มีกลางวันกลางคืน ไม่มีวัน ไม่มีเดือน ไม่มีปี ไม่มีฤดูกาล สัตว์ทั้งหลายก็เป็นเพียงสัตว์ที่ยังไม่มีเพศปรากฏ”  

เมื่อองค์ประกอบต่างถึงพร้อมการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ในจักรวาลก็เกิดขึ้น  ธาตุต่างๆได้แตกตัวเป็นอนุภาคลอยอยู่ในบรรยากาศ ครั้นอนุภาคเหล่านั้นรวมตัวกัน กลายเป็นอะตอมของก๊าซขนาดเบา คือ ไฮโดรเจน เมื่ออนุภาคเกาะรวมตัวกันมากขึ้น จึงกลายเป็นธาตุที่มีมวลมากขึ้น คือ ฮีเลียม,ลิเทียม,เบริลเลียม ตามลำดับ ตอนนี้จะเริ่มมองเห็นเป็นกลุ่มหมอกควัน เมื่อเกิดธาตุที่มีมวลมากขึ้นจึงเกิดการยึดเกาะกันระหว่างธาตุ เป็นกลุ่มก้อนหลายกลุ่มก้อน ซึ่งกลุ่มก้อนเหล่านี้คือกลุ่มธาตุที่เป็นดวงดาวต่างๆในเวลาต่อมา

กลุ่มดาวใดที่มีขนาดเล็ก มีแรงปะทะน้อย มีแรงเหวี่ยงน้อย มีปฏิกิริยาเคมีน้อย จะควบแน่นและเย็นตัวลงโดยเร็ว เราเรียกว่า ดาวเคราะห์ และดวงจันทร์บริวาร แต่ในขณะนั้นดวงจันทร์ยังไม่ปรากฏให้เห็น เพราะดวงอาทิตย์ยังไม่ก่อกำเนิด จึงไม่มีแสงส่องสะท้อนให้เห็นดวงจันทร์ดวงจันทร์จึงยังไม่ปรากฏให้เห็น สำหรับกลุ่มดาวใดที่เป็นกลุ่มก้อนใหญ่ กว่าจะรวมตัวกันได้ย่อมต้องใช้เวลานานกว่าการรวมตัวของดาวเคราะห์ กลุ่มธาตุใหญ่นั้นย่อมมีแรงปะทะมาก จึงเกิดแรงเหวี่ยงมาก มีปฏิกิริยาเคมีมาก เกิดความร้อนมาก ทำให้ธาตุในดวงดาวนั้นร้อนลุกโพลงเป็นกลุ่มก๊าซร้อน เรียกว่า ดวงอาทิตย์ เมื่อดวงอาทิตย์เกิดขึ้นจึงดึงดูดดาวเคราะห์ให้เหวี่ยงตามแรงเหวี่ยงของตน เนื่องจากมีมวลและอนุภาพมากที่สุด ระบบสุริยจักรวาลจึงก่อกำเนิดขึ้น ซึ่งตรงนี้อาจเป็นข้อเท็จจริงหนึ่งที่บอกเราให้รับรู้ได้ว่า โลกเกิดก่อนดวงอาทิตย์

ในส่วนของวิวัฒนาการบนโลก เมื่ออนุภาคเกิดการกระทบ (Bom-bard) และรวมตัวกับธาตุมากขึ้นจึงทำให้เกิดธาตุหนักขึ้น มีมวลมากขึ้นตามลำดับ เกิดเป็นธาตุต่างๆ ได้แก่ โบรอน,คาร์บอน,ไนโตรเจน,ออกซิเจน เมื่อออกซิเจนเกิดการทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจน ก็จะได้สารประกอบตั้งต้นก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตนั่นคือ น้ำ และยังมีสารอื่นๆผสมอยู่มากมาย

ธรรมชาติของน้ำนั้นจะสร้างฝ้าห่อหุ้มตัวเอง บริเวณตอนบนสุด(ผิวน้ำ)จึงเกิดแรงตึงผิวขึ้น ธาตุและสารต่างๆที่ผสมอยู่ในน้ำจะถูกลำเลียงสร้างขึ้นมาเป็นฝ้านี้ เปรียบเสมือนไขมันที่ลอยอยู่บนน้ำนม ฝ้านี้มีลักษณะคล้ายไขตอนแรกสีจะขุ่นข้น เมื่อเกาะรวมตัวกันมากขึ้นจะเริ่มกลายเป็นของแข็ง และกลายเป็นง้วนดินลอยอยู่บนผิวน้ำจำนวนมาก จากง้วนดินหลายๆส่วนมารวมกันก็ใหญ่ขึ้นกลายเป็นกระบิดิน,เครือดิน และแผ่นดินลักษณะต่างๆ จนกลายเป็นหิน เป็นภูเขาสืบต่อมา ส่วนธาตุต่างๆยังคงรวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง จนเกิดธาตุหนักที่มีมวลมากขึ้น คือ ฟูลออรีน,นีออน,โซเดียม,แมกนีเซียม,อลูมิเนียม(โลหะ),ซิลิคอน(ทราย),ฟอสฟอรัส(ธาตุเรืองแสง),ซัลเฟอร์,คลอรีน เมื่อคลอรีนที่เกิดขึ้นในน้ำรวมตัวกับธาตุที่เป็นโลหะจึงเกิด โซเดียมคลอไรด์ (เกลือ) ขึ้น ในน้ำที่มีจำนวนมหาศาลจึงมีรสเค็มตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ธาตุต่างๆล้วนเกิดจากการประจุ ดังนั้นย่อมมีไฟแฝงอยู่ ที่เราเรียกว่า ค่าความร้อนแฝง หากเราเอาของแข็งมาเสียดสีกันไฟนั้นย่อมปรากฏขึ้น และเผาไหม้ของแข็งนั้นให้สลายตัวกลายเป็นอนุภาคตั้งต้นดังเดิมอีก จึงเกิดวัฏจักรของสังขารธาตุ (ธาตุปรุงแต่ง) หมุนเวียนต่อเนื่องเป็นวัฏจักร โลกธาตุนี้จึงแปรปรวนอยู่มิรู้จักจบสิ้น (ลม-น้ำ-ดิน-ไฟ)

ตอนนี้สัตว์ทั้งหลาย(ที่มาจากพรหม และเทวดาผู้เสื่อมทราม) ก็มีที่อาศัยซึ่งก็คือแผ่นดิน มีอาหารยังชีพเนื่องจากพืชพันธุ์ธัญญาหารเกิดและเติบโตขึ้นจากองค์ประกอบที่เหมาะสม  มีวิวัฒนาการทางเพศ(แบ่งแยกเพศ) ซึ่งแรกเริ่มนั้นไม่มี เนื่องจากผู้ที่มาจากสภาวะพรหมจะไม่เสพกาม  เมื่อมีการแบ่งแยกเพศความกำหนัดจึงเกิดขึ้น เมื่อมีความกำหนัดการสมสู่รวมเซลล์เข้าด้วยกัน[๓]ก็เกิดขึ้น เกิดระบบโครงสร้างครอบครัวและเครือญาติ เกิดบทบาทหน้าที่ในการแสดงออก เกิดการเรียนรู้เพื่อความอยู่รอด

            ต่อไปนี้ขอให้ท่านรับรู้และคิดตามด้วยวิจารณญาณให้ดีเพราะจะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเสื่อมลงของมนุษย์ ในไตรปิฎก สยามรัฐ สุตตันต ทีฆนิกาย อัคคัญญสูตร ๑๖/๑๑๔-๑๒๒ และ ไตรปิฎก สยามรัฐ สุตตันต ทีฆนิกาย จักกวัตติสูตร ๑๖/๗๒-๘๕ อ้างในพระไตรปิฎกฉบับพิเศษ  “ธรรมธาตุ ธรรมชาติ แห่งสรรพสิ่ง วิจัยโดย ไชย ณ พล  อัครศุภเศรษฐ์ , พ.ศ. ๒๕๒๘ : ๕๓-๗๐ ดังนี้

·       เมื่อมีกามจึงมีความเกรียจคร้านในการหาอาหารเลี้ยงชีพเกิดขึ้น

·       เมื่อเกรียจคร้านก็คิดจะเก็บกักตุนเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปหาบ่อยๆ

·       เมื่อเก็บกักตุนก็เกิดภาวะความขาดแคลนจึงมีการครอบครองเกิดขึ้น

·       เมื่อมีการครอบครองความเห็นแก่ได้ก็ปรากฏขึ้น (เกิดอธรรม)

·       เมื่อมีอธรรมปรากฏจึงต้องสมมติผู้พิทักษ์ธรรมขึ้น

·       เมื่อมีผู้ลอยบาป การบำเพ็ญบุญก็เกิดขึ้น(สมณะ)

·       เกิดผู้นำที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม

·       เกิดการสืบทอดผู้นำจากรุ่นสู่รุ่น

·       เกิดความบกพร่องของผู้นำ

·       เกิดความขัดสน มีการขโมยทรัพย์ผู้อื่นโดยเจตนา

·       เมื่อมีผู้กระทำผิดอย่างแพร่หลาย จึงต้องมีบทลงโทษ

·       เมื่อมีการลงโทษ อาวุธจึงเกิดขึ้น

·       เมื่ออาวุธเกิดขึ้น การทำลายล้างก็เกิดขึ้น

·       เมื่อการทำลายล้างเกิดขึ้น สภาพจิตใจของมนุษย์ก็จะค่อยๆเสื่อมทรามลง

·       เมื่อสภาพจิตใจของมนุษย์เสื่อมทรามลง ก็จะมีพฤติกรรมที่ต่ำช้า

·       และอายุขัยก็จะสั้นลง เนื่องจากผลในภาพรวมของสังคม

เมื่อมนุษย์เริ่มประพฤติชั่วกันอย่างแพร่หลาย การทำชั่วปรากฏอายุขัยของมนุษย์แต่ละช่วงสมัย[๔] ก็จะลดลงไปเรื่อยๆจนถึงยุคมนุษย์เลวทราม[๕] ปัจจุบันเราอยู่ในช่วงอายุขัย ๑๐๐ ปี (โดยประมาณ) ซึ่งถ้าเทียบยุคแล้วก็น่าจะยังอยู่ในยุคมนุษย์เสื่อมและกำลังจะทรามลง ตอนแรกผมก็ยังไม่ค่อยซึมซับและเข้าถึงแก่นธรรมว่าทำไมเราควรหมั่นทำบุญสร้างกุศล และประพฤติปฏิบัติแต่กรรมที่ดี บัดนี้ผมพอจะทราบแล้วครับ

ตอนนี้ลองกลับไปพิจารณาคำตอบที่ผมถามไว้ช่วงต้นนะครับ

·       ส่วนตัวเราเอง ร่างกายเสื่อมลงทุกวัน(ทุกคนหนีไม่พ้นเพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น) ก็คงจะพัฒนาและยกระดับได้ที่จิตใจเท่านั้นที่ดูแล้วเราจะสามารถทำได้โดยการฝึกฝน แต่บางคนอาจไม่สนใจและปล่อยให้มันเสื่อมไปตามยุคอายุขัยของมนุษย์ก็ถือว่าน่าเสียดายนะครับและเสียโอกาสอย่างมากด้วยในความโชคดีที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ในภพภูมินี้

·       ส่วนของบริบทรอบข้างเรา  พิจารณาดูให้ดีนะครับมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาแน่นอน และในแต่ละส่วนแทบจะไม่มีอะไรที่ดีขึ้นเลย (ต้องพิจารณาที่คุณค่าที่เป็นแก่นแท้นะครับอย่ามองแต่เพียงคุณค่าเทียมหรือเปลือกนอกเท่านั้น) ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจที่เป็นแบบทุนนิยมอย่างหนัก มุ่งเน้นแต่การสะสมวัตถุจนเกินเลยความพอเพียงแล้วนำมาตีค่าเป็นเงินทอง เป็นอำนาจ เป็นบารมี ลุกลามเข้ามามีอิทธิพลกับสภาพการเมืองที่มุ่งมั่นและฝักใฝ่แต่ผลประโยชน์ตอบแทนอันหาคุณค่าที่ยั่งยืนไม่ได้ เท่านั้นยังไม่พอความประพฤติของคนหมู่มากที่ไม่เหมาะไม่ควรกลับกลายเป็นเรื่องที่เหมาะที่ควรขึ้นมาได้ ด้วยเหตุผลง่ายๆว่า  “ใครๆเขาก็ทำกัน ถ้าคุณไม่ทำหรือมีความเห็นไม่ตรงกับคนหมู่มากเหล่านั้น คุณนั่นแหละแปลกและกลายเป็นตัวประหลาดในสังคม”  จะเห็นได้ว่าเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคมและค่อยๆปรับเป็นธรรมเนียม ยาวนานเป็นประเพณี และวัฒนธรรมประจำชาติในเวลาต่อมา ไม่ต้องไปพิจารณาดูอะไรให้มันซับซ้อนมากหรอกนะครับดูเรื่องใกล้ๆตัวคุณก็ได้ ปัจจุบันข่าวพ่อแม่ทำร้ายหรือฆ่าลูกของตนเอง , ลูกทำร้ายหรือฆ่าพ่อแม่บังเกิดเกล้า , พี่น้องร่วมสายโลหิตฆ่าฟันกัน , พ่อข่มขืนลูกจนตั้งท้องแล้วไปข่มขืนหลานต่อไปอีก ฯลฯ และอีกหลากหลายสารพัดข่าวที่มันมากระทบโสตประสาทเราแล้วเกิดความรู้สึกหดหู่ใจอย่างมากๆขึ้นมาทันทีบางครั้งผมก็ถึงกับน้ำตาซึมเหมือนกันมันมีทั้งอารมณ์สงสารและสมเพศเวทนาปนๆกันอยู่  หรือสังเกตจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารแปลกๆของมนุษย์ยุคปัจจุบันที่ในอดีตบรรพบุรุษในสังคมส่วนใหญ่บนโลกนี้ไม่เคยได้ยึดถือปฏิบัติกันมา (อาจจะมีอยู่บ้างก็จะเป็นกลุ่มสังคมเล็กๆที่มีความเชื่อสืบต่อกันมา ปัจจุบันก็แทบจะไม่หลงเหลือให้เห็นแล้ว เช่นชนเผ่ามนุษย์กินคน เป็นต้น)  ยังคงมีอีกหลายเรื่องราวความวิบัติของมนุษย์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้และไม่เป็นข่าวให้เราได้รับรู้ ทำให้ตัวผมเองนั้นอดจะคิดถึงข้อเท็จจริงที่ได้ศึกษาในพระไตรปิฏกไม่ได้ ทั้งที่แต่ก่อนย้อนกลับไปตอนสมัยที่ผมเริ่มต้นช่วงชีวิตการทำงาน (อายุประมาณ ๒๕ ) ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องเกินความจริงไม่มีความน่าเชื่อถือเท่าใดนัก ผมก็แค่รับรู้แค่ผ่านๆ(เนื่องจากผมเป็นคนชอบอ่านและศึกษาเรื่องเกี่ยวกับพุทธปรัชญา) แต่ไม่ได้ลึกซึ้งถึงขั้นเทพหรอกนะครับ และจนถึงปัจจุบันผมก็คิดว่าตัวผมเองไม่ได้เป็นผู้ที่ลึกซึ้ง เคร่งครัดในวิถีพุทธอะไรมากมายนัก เพียงแต่ยึดหลักการในใจเสมอมาว่าอย่างทำให้ใครเดือดร้อนจากผลแห่งการกระทำของเรา รวมถึงตัวเราเองด้วย ทำบทบาทหน้าที่ในปัจจุบันของตนเองให้ดีที่สุดในชีวิตนี้ด้วยหลักความจริงที่เป็นจริงเท่านั้น ถ้ามีโอกาสช่วยเหลือใครได้บ้างก็ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะมีกำลังจะกระทำได้ การใช้ชีวิตของผมยอมรับครับก็ยังมีรัก โลภ โกรธ หลงอยู่ แต่จะอยู่ภายใต้กรอบหลักการในใจที่ผมยึดไว้เสมอมาและเสียงที่ดังก้องเตือนสติผมอยู่ตลอดเวลาก็คือ ความจริงก็คือความจริง ความจริงเป็นคุณค่าแท้เป็นอมตะ เป็นสิ่งที่ไม่ล้าสมัยใช้ไดทุกกาลเวลา เสียงแห่งความจริงนี้ก็คือ เสียงของพระพุทธองค์นั่นเอง

ปัจจุบันยุคสมัยของสังคมมนุษย์แนวโน้มกำลังจะเป็นช่วงเสื่อมทรามลง (เปรียบเทียบก็น่าจะเป็นช่วงขาลง) และจะกินเวลาไปอีกยาวนานทีเดียวกว่าจะหมุนกลับไปเป็นขาขึ้น กล่าวคือ เมื่อยุคของมนุษย์มีความเลวทรามลงสุดๆ จนเกิด “สัตถันตรกัป”[๖]มนุษย์เลวทรามได้สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ คงเหลือแต่มนุษย์ส่วนน้อยที่ไม่คิดจะฆ่าใครและรักษาชีวิตไม่ให้ถูกใครฆ่า หลบอยู่ตามป่า ตามเกาะ ตามเขา เห็นถึงผลร้ายที่เกิดขึ้นจากฆ่าฟันทำลายล้างของมนุษย์กันเอง จึงมีความคิดร่วมกันว่าการสูญสิ้นครั้งนี้เหตุเพราะสมาทานธรรมที่เป็นอกุศล อย่ากระนั้นเลย เราควรทำกุศล งดเว้นจากการปาณาติบาต (การทำลายล้างแม้เพียงชีวิตเล็กๆให้ล่วงไป) ควรสร้างสมาทานกุศลธรรมแล้วปฏิบัติ เหตุที่มนุษย์สมาทานกุศลจึงทำให้นับแต่นั้นมนุษย์เจริญด้วยอายุ วรรณะ อายุขัยของมนุษย์จะเพิ่มขึ้น เป็นยุคที่มนุษย์สำนึกตนได้ (มนุษย์ใฝ่ดี) และพัฒนาไปเป็น ยุคมนุษย์ดี , ยุคมนุษย์มีคุณธรรม จนมีอายุขัยเจริญขึ้นถึง ๘๐,๐๐๐ ปี[๗]

·       จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมากกับผลที่จะทำให้ดีขึ้น หรือความเสื่อมที่จะทำให้สังคมมนุษย์ รวมไปถึงบริบทแวดล้อมบนโลกของเราพังพินาศสูญสลายไป ก็คือ คุณธรรมในจิตใจของมนุษย์เราที่เป็นปัจเจกอยู่นั่นเอง

คงมีแต่พระอรหันต์ที่ท่านได้หลุดออกไปจากวงจรการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว ที่ท่านไม่ต้องมารับรู้อะไรอีกต่อไป สำหรับพวกเราก็ยังคงต้องหมุนไปตามแรงแห่งวัฎจักรกรรม ดังนั้นถ้าล้างโลกเสียใหม่ได้ก็คงจะดี อย่างน้อยจะได้หน่วงเวลาเข้าสู่ยุคมนุษย์เลวทรามลงได้บ้าง   “ ถ้าเป็นจริงผมว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับมวลมนุษยชาติ ” หรือทางออกอีกหนทางหนึ่งที่อาจจะทำให้ข้ามยุคมนุษย์เลวทรามนี้ไปได้ นั่นคือการสร้างกุศลธรรมให้เกิดขึ้นกับตัวเราตลอดจนสิ้นอายุขัย เพราะความเป็นจริงมนุษย์เราทุกชนชาติต่างก็มีสิ่งนี้ยึดเหนี่ยวจิตใจอยู่แล้วเพียงแต่ต้องลงมือกระทำและปฏิบัติจนเป็นนิสัย[๘] ที่แก้สันดานดิบของมนุษย์ให้ได้ (อุปนิสัย) เท่านั้นเอง….

 

 

 

 

 

“ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนที่พูดความจริงอาจต้องตายไปจากความรู้สึกของหมู่คนที่สูญเสียผลประโยชน์ หมู่คนที่มุ่งอิจฉาริษยา หมู่คนที่ด้อยด้วยการใช้ปัญญา หมู่คนที่จิตใจไม่ได้ถูกพัฒนายกระดับความเป็นมนุษย์ ”

“ ดีชั่ว อยู่เพียงใจ อยู่ภายใน ใช่ภายนอก จงอย่ากล่าวอ้างหรือโทษผู้อื่น หากแต่ต้องใช้ปัญญาวินิจฉัยตนเองให้เร็วที่สุดและมากที่สุดในชีวิตนี้ตราบเท่าที่ยังสามารถมีโอกาสพึงกระทำได้ ”

“ ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือไร้เหตุผล การดึงดูดและหมุนเวียนมาพบกันของมนุษย์ก่อให้เกิดบทบาทหน้าที่ต่อกันและกันมากมายมีทั้งถาวร และชั่วคราว ซึ่งเป็นไปตามแรงแห่งกรรมของหมู่คนที่ได้ร่วมสร้างและกระทำกันมาแต่ปางก่อน ”

 



[๑] เป็นบทวิเคราะห์ตามวิถีแห่งองค์ความรู้ของผู้เขียนเอง โปรดใช้วิจารณญาณของท่านในการรับรู้ข้อเท็จจริงเท่านั้น

[๒] สรุปจากองค์ความรู้ของผู้เขียน หลังจากศึกษาในเอกสารที่ได้อ้างอิงไว้ใน พระไตรปิฎกฉบับพิเศษ  “ธรรมธาตุ ธรรมชาติ แห่งสรรพสิ่ง วิจัยโดย ไชย ณ พล  อัครศุภเศรษฐ์ , พ.ศ. ๒๕๒๘ : ๔๐-๔๕

[๓] เมื่อมนุษย์สมสู่กันแล้ว การเกิดเป็นสัตว์มนุษย์จากระยะนี้เป็นต้นไป จะมีพรหมและเทวดาผู้เสื่อมทรามลงมาเกิดอยู่บ้าง  สัตว์เดรัจฉานที่มีวิวัฒนาการขึ้นมาแล้วบ้าง มาอาศัยปฏิสนธิเซลล์เพื่อเกิดเป็นชีวิตใหม่ในโลกสืบไป

[๔] ช่วงที่มนุษย์มีอายุขัยยาวนานที่สุดคือ ๘๐,๐๐๐ ปี ซึ่งเป็นช่วงที่มนุษย์นั้นได้รับผลแห่งการประพฤติปฏิบัติแต่กรรมดี ประพฤติอยู่ในหลักคุณธรรม จริยธรรมอย่างเต็มเปี่ยม เราเรียกว่ายุคมนุษย์มีคุณธรรม

[๕]   ช่วงที่มนุษย์มีอายุขัยต่ำสุดคือ ๑๐ ปี ซึ่งช่วงนี้สังคมมนุษย์จะมีความเลวทรามอย่างสุดๆ อยู่ในภาวะขาดแคลนอาหารแม้กระทั่งข้าวก็ไม่ปรากฏให้เห็น มนุษย์ต้องบริโภคหญ้ากับวัชพืชบางชนิดกับเนื้อสัตว์เพื่อประทังชีวิต ไม่รู้จักการทำบุญสร้างกุศล ไม่รู้จักความดีงาม เด็กผู้หญิงอายุ ๕ ปีจะสมควรมีสามีได้ ไม่มีจิตคิดย้ำเกรง ไม่มีความเคารพในบทบาทหน้าที่ใดๆอีกต่อไป สัตว์โลกจะมีการสมสู่ปะปนกันหมดเสมือนสัตว์เดรัจฉาน และมีแต่ความอาฆาต พยาบาทคิดร้ายเพื่อมุ่งหวังเอาชีวิตซึ่งกันและกัน เราเรียกว่าว่ายุคมนุษย์เลวทราม

 

[๖] ใน ไตรปิฎก สยามรัฐ สุตตันต ทีฆนิกาย จักกวัตติสูตร ๑๖/๙๐-๙๑ พระไตรปิฎกฉบับพิเศษ  “ธรรมธาตุ ธรรมชาติ แห่งสรรพสิ่ง วิจัยโดย ไชย ณ พล  อัครศุภเศรษฐ์ , พ.ศ. ๒๕๒๘ : ๗๗ กล่าวถึงความพินาศของสัตว์มนุษย์ เมื่อมนุษย์เหลืออายุขัย ๑๐ ปี จะเกิดกาลอันมืดมน ๗ เพลา สิ้น ๗ วัน มนุษย์เหล่านั้นจะเห็นมนุษย์ด้วยกันว่าเป็นอาหาร พวกเขาจะใช้อาวุธฆ่ากันเองโดยสำคัญว่า นี่คืออาหาร (เนื้อ) ดังนั้นช่วงเวลานี้มนุษย์บางส่วนมีความคิดว่าเราอย่าฆ่าใครๆเลย แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่ให้ผู้อื่นมาฆ่าเราด้วย จึงได้พากันไปหลบอยู่ตามป่าหญ้า สุมทุม ป่าไม้ ระหว่างเกาะหรือซอกเขา โดยมีรากไม้ ผลไม้เป็นอาหารเลี้ยงชีวิต ตลอด ๗ วันในช่วงเวลาที่มนุษย์ส่วนใหญ่ฆ่าฟันประหัดประหารกัน และกินกันเองเป็นอาหารจนมนุษย์พวกนั้นสูญสิ้นเผ่าพันธุ์

[๗] ไตรปิฎก สยามรัฐ สุตตันต ทีฆนิกาย จักกวัตติสูตร ๑๖/๙๑-๙๒ อ้างใน พระไตรปิฎกฉบับพิเศษ  “ธรรมธาตุ ธรรมชาติ แห่งสรรพสิ่ง วิจัยโดย ไชย ณ พล  อัครศุภเศรษฐ์ , พ.ศ. ๒๕๒๘ : ๘๐-๘๒

 

[๘] นิสัย คือ สิ่งที่ก่อกำเนิดจากการเรียนรู้อย่างถูกต้องในสิ่งที่เหมาะควรของมนุษย์ จนตนเองเกิดการยอมรับอย่างไม่มีข้อลังเลสงสัย (ดุษฎี) และยึดถือมาเสริมสร้างกรอบแนวคิด แนวการกระทำอย่างซ้ำจนเป็นลักษณะเฉพาะของบุคคล (พฤติกรรม) โดยไม่มีการแสแสร้งเพื่อหวังผลในความประพฤตินั้นๆ จนเกิดเป็นความยั่งยืน สามารนำมาปรับเปลี่ยนสัญชาตญาณของสัตว์ที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด (สันดาน)ให้อยู่ในระดับที่เหมาะที่ควรได้




ความคิดเห็นของคุณกับบทความนี้ ...


Privacy Policy | About Us
Copyright © 2000-2008 - Job Online Co.,Ltd. All rights reserved.
Contact Webmaster :
Webmaster@Jobpub.com