งาน หางาน สมัครงาน ใบสมัครงาน Resume

เว็บไซต์นี้ ได้รับเครื่องหมายรับรองมาตรฐานความน่าเชื่อถือโดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ 2 ปีซ้อน - ดูรายละเอียด
ค้นหาด่วน
หน้าแรก เขียนใบสมัครงาน ลงโฆษณางาน ค้นหาใบสมัครงาน

สนใจลงโฆษณา โทร. 0-2275-1900, 0-2612-4900, 0-3839-5000

   สมัครงาน กรุงเทพฯและปริณฑล | สมัครงาน ภาคตะวันออก | สมัครงาน ภาคกลาง |สมัครงาน ภาคใต้ |สมัครงาน ภาคเหนือ |สมัครงาน ภาคอิสาน
   ค้นบ่อย : หางานบัญชี, หางานธุรการ, หางานจัดซื้อ, หางานผู้จัดการ, หางานขับรถ, หางานบุคคล, หางานคลังสินค้า, หางานครู, หางานวิศวกร, หางานเขียนแบบ, หางานคีย์ข้อมูล, หางานการตลาด, หางานโรงแรม, หางานสิ่งแวดล้อม, หางานคอมพิวเตอร์, หางาน Programmer, หางานประชาสัมพันธ์, หางานช่าง, หางานสถาปนิก
 
 Knowledge Center
knowledge

คุยกันประสา SMEs : ข้อมูลบัญชีจำเป็นต่อเจ้าของกิจการอย่างไร
 
เรื่องน่ารู้ตามหมวดหมู่
• การแพทย์
• ความรู้ทั่วไป
• เรื่องของผู้หญิง
• กีฬา
• ข่าวและสื่อ

และอื่น ๆ อีกมาก

สมัครเป็น Content Editor
Login เข้าสู่ระบบ
  ค้นหาเรื่องที่คุณสนใจ
ระบุ keyword
 
 

หางานบ่อย : โลจีสติก มาบยางพร ผู้จัดการ ฝ่ายผลิต ชลบุรี ทั้งหมดฝ่ายขาย มกราคม 2555 เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพรถ ถนนลาดพร้าว บางกะปิ หางาน วิศวกร นครราชสีมา ขับ รถ มาตตาพุต งานขายตั๋วบนทางด่วน ม.6 ขายในลำปาง ผลิต ยา โตยาต้า ญ ม.6 แม่บ้านสะพานควาย นวดแผนโบราณ ธนาคารหาดใหญ่ ดัดดี้โด หาพนักงานนวดสปา ร้านบู้ท purchase sales jewelry ชลบุรี p.cวิ่งภาคใต้ NDE eagle ผู้ช่วยเสมียน ครูช่างเขียนแบบ นวโลหะไทย ท่าลาน นวโลหะไทย ฝ่ายผลิตหญิง นวโลหะไทย สทร วายุ โรงงานเขตบางชัน ประสานงานพระราม2 วุฒิปวส โทรคมนาคม 8223 ตลิ่งชัน ทวีวัตนา owteywto โรงแรม ชาเทรียม forwarder ชลบุรี ถนนรามคำแหง 4 จ่ายยา สุพรีม งานโรงแรมภูเก็ตเขตถลาง ไม่จกกัดวุฒิ t9upo95 กาแฟ มีนบุรี บางนา ม.6 งานคลัง กะดึก mks หางานเลี้ยงเด็ก จ.ชลบุรี หางาน โรงแรม หัวหิน

  เรื่อง ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ ตอนที่๒ (ขั้นให้เนื้อหาข้อเท็จจริง)
  เขียนโดย นายธนากรณ์ ใจสมานมิตร
 
ดูบทความทั้งหมดที่เขียนโดย นายธนากรณ์ ใจสมานมิตร
Rated: 
by 9 users
 

คุณคิดย่างไรกับเรื่องนี้?

 

 



ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์

 

ตอนที่๒ (ขั้นให้เนื้อหาข้อเท็จจริง)

            ในเมื่อเราทราบแล้วว่าการวิ่งไปมาระหว่างขั้วหนึ่งไปสู่ขั้วหนึ่งมันเป็นความแกว่งของสภาวะอันเนื่องมาจากกระแสของอารมณ์ ที่เกิดจากการปักใจรับรู้กับขั้วที่มาเร้าเรา (สิ่งเร้าที่น่าจะมาจากด้านที่มนุษย์พึงปรารถนามากกว่า) การหาตรงกลางของสิ่งเร้าคู่นั้นให้พบจึงน่าที่จะเป็นหนทางที่ดีที่สุด (ภาวะอุเบกขา) และวิธีการนี้ก็เป็นวิธีที่สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธองค์ (ทางสายกลาง) ที่แท้จริง แต่ความยากของวิธีการนี้อยู่ตรงที่จุดชี้วัดว่า “กลาง” นั้นอยู่ตรงไหน? ถ้าข้อมูลเป็นเชิงปริมาณเรายังสามารถนำตัวเลขมาเข้าสูตรคิดคำนวณออกมาและบอกเป็นค่าที่แน่นอนได้ แต่ข้อมูลเชิงคุณภาพ (ที่ไม่ใช่ตัวเลข) แบบนี้ไม่สามารถคำนวณตามหลักตรรกะได้ แต่ต้องคำนวณด้วยหลักปรัชญา (ความจริงที่เป็นจริง) เท่านั้น จะต้องหาแนวทางที่หลากหลายที่ไม่ใช่การนำโจทย์ไปหาคำตอบออกมาเพียงคำตอบเดียว แต่จะต้องนำคำตอบมาสืบค้นหารากเหง้าที่มาอย่างหลากหลายของโจทย์ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมถามว่าผลลัพธ์ของ ๘ หาร ๒ คือเลขอะไร? (แน่นอนคำตอบก็จะเป็น ๔ เท่านั้นตามกฎเกณฑ์การหารของหลักคณิตศาสตร์) แต่ถ้าผมถามใหม่ว่า เจ้าเลข ๔ มีวิธีการได้มาด้วยวิธีการใดได้บ้าง? (คำตอบมีมากกว่า ๑ วิธีการใช่ไหมครับ) และในความเป็นจริงข้อมูลเชิงคุณภาพ บวก ลบ คูณ หาร ไม่ได้ด้วยนะ เช่น สวย บวก สวย จะได้ผลลัพธ์อย่างไร? , สวย บวก หล่อละ? หรือ สวย บวก ขี้เหร่ จะได้อะไรออกมา? มาถึงตรงนี้ผมคิดว่าหลายคนคงอยากทราบแล้วใช่ไหมครับว่า เราจะหาตรงกลางได้อย่างไร

            เราเคยรักหรือชอบใครอย่างสุดๆเลยไหมครับ และต่อจากนั้นภายหลังเรามารับรู้ได้ว่าไอ้คนที่เราชอบมันไม่ใช่เสียแล้ว มันไม่ใช่ภาพลักษณ์แรกที่เราได้รับรู้ (คล้ายๆกับละครทีวีในบ้านเราเลยประเภทตัวอิจฉาในช่วงแรกๆของละครที่ออกอากาศมักจะทำตัวเป็นแม่พระ ทำให้พระเอก / นางเอก เห็นว่าเป็นคนดี) ปรากฎการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปผมเรียกมันว่าเป็นการพลิกกลับเป็นขั้วตรงข้ามทันที (รักมากเท่าใดก็เกลียดมากเท่านั้น) ในทางตรงข้ามนะคุณเคยเกลียดใครมากๆไหม (ประเภทแบบเข้าใจเขาผิดนะ) วันหนึ่งหากเราได้พบว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราเข้าใจคุณอาจจะกลับมารักเขาอย่างดุษฎีเลยก็ได้ (เกลียดมาเท่าใดก็รักมากเท่านั้น) แต่ยังไม่จบเท่านี้นะครับ หากรักชอบและเป็นกันเองมากเกินไปวันหนึ่งเกิดความก้าวล่วงความเป็นส่วนตัวกัน หรือมีบุคคลที่สามเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ที่สำคัญมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็มีโอกาสดีดกลับไปเกลียดกันอีก ดังนั้นความไม่นิ่งของกระแสอารมณ์จึงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลกับ ความรัก และ ความเกลียด เวียนว่ายไปมาเป็นวัฎจักร เหมือนกระแสน้ำที่หมุนรหัสวิดน้ำนั่นเอง การเรียนรู้อารมณ์ตนเองจึงเป็นเรื่องที่ตัวเราเองต้องศึกษา

            เราเคยรู้จักใครสักคนไหมที่เรามีความรู้สึกเฉยๆกับเขา (ประมาณว่าไม่รักแต่ก็ไม่เกลียด) ถ้าเขามาขอความช่วยเหลือก็ยินดีช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ และเราก็ไม่เคยไปคิดให้ร้ายอะไรแก่เขา ในขณะที่เขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรกับเรา (เฉยๆเหมือนกัน) ตรงนี้แหละครับคือ “สายกลาง” คนประเภทนี้จะมีพฤติกรรมที่เป็นจุดยืนของตนเอง เข้าใจในความงามตามหลักสุนทรีย ตรงไปตรงมา แต่ไม่ถึงกับตึงมากเกินไป เขาจะมีความเข้าใจอยู่ในใจ อ่านคนออกตั้งแต่เริ่มแรกรับสัมผัส ที่สำคัญจะเป็นผู้ลงมือทำ มากกว่านำเสนอ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีความคิดเพราะเขาจะนำเสนอในกาลเวลาที่เหมาะที่ควรมากกว่า สิ่งที่นำเสนอก็มีข้อเท็จจริงจากการกระทำรองรับไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันที่ปราศจากข้อเท็จจริง สิ่งหนึ่งที่คนประเภทนี้จะมีคล้ายๆกันก็คือ การเข้าถึงสุนทรียศาสตร์ด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ดนตรี , งานศิลป์ , ศิลปะการแสดง ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่จะไปเกี่ยวข้องกับการใช้อารมณ์ในการตัดสินและรับรู้ เป็นสิ่งที่ได้ติดตัวจากการฝึกฝนเท่านั้นไม่ได้มีติดตัวทุกคนมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งปัจจุบันการฝึกรู้ให้เท่าทันอารมณ์มีหลากหลายแนวทางและวิธีการ ให้ได้ศึกษาเรียนรู้บางท่านอาจนำไปต่อยอดวิจัยองค์ความรู้ออกมาเป็นแนวทางใหม่ของตนเองก็ได้ สิ่งสำคัญคือการมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันคือความสงบนิ่งทางอารมณ์ และทำให้จิตเกิดสมาธิ  สามารถใช้ปัญญาพิจารณาแยกแยะการรับรู้ด้วยความเท่าทัน ได้อย่างเหมาะสม

            ความโชคดีอย่างหนึ่งของการเกิดเป็นมนุษย์(ที่สภาวะจิตใจปรกติ)คือ “การใฝ่ดี” มนุษย์ทุกคนมีความใฝ่ดีอยู่ภายใต้ห่วงลึกในจิตใจ ถ้าไม่เชื่อลองเดินไปสอบถามคนใกล้ๆตัวท่านสักประมาณหนึ่งดูว่า “คุณอยากเป็นคนดีไหม?” ผมคิดว่าเกินครึ่งน่าจะอยากเป็นคนดีแน่นอน พลังแห่งความใฝ่ดีมีอยู่ในตัวทุกคนอยู่แล้ว แต่มีกำลังน้อยส่วนใหญ่จะแพ้พลังจากกระแสอารมณ์ที่คอยดันต้านอยู่ สิ่งที่เราสามารถทำได้มี ๒ แนวทาง กล่าวคือ

                        ๑.        ลดพลังจากกระแสอารมณ์ด้วยการวินิจฉัยทางสายกลาง ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น (Inside-in) สิ่งที่ได้คือความสุขที่รู้เท่าทันความทุกข์อย่างแท้จริง หรือ

                        ๒.        ถ้าคิดว่าไม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางแรกได้ ก็จะต้องพัฒนาขีดความสามารถของเรา (Outside-in) เพื่อดึงศักยภาพ (แรงแห่กรรม) ของเรามาใช้สร้างพลังแห่งความใฝ่ดีที่อยู่ในเบื้องลึกของจิตใจให้มีกำลังเพิ่มมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็ให้เท่ากับพลังจากกระแสอารมณ์ เพื่อให้อยู่ในสภาวะสมดุลย์ วิธีการนี้ก็ถือว่าเป็นกิเลส เป็นความอยากเหมือนกัน (เป็นความอยากในทางดี) ได้ผลเร็วกว่า แต่อาจจะไม่ยั่งยืนถาวรเมื่อเทียบกับวิธีการแรก แต่เหมาะสำหรับการควบคุมคนหมู่มาก

            หรือเป็นแบบผสมดี (วิถีไทยเราชอบอยู่แล้ว) ผสมไปผสมมาสุดท้ายก็ไปเอาข้อด้อยของแต่ละแบบมาใช้ ส่วนที่ดีเอาออกไป สิ่งที่ดีได้คือความสุขที่ได้หลอกตัวเองไปวันๆ (นอกจากหลอกคนอื่นแล้วยังหลอกตัวเองอีก) เสียของจริงๆครับ  

 

 




ความคิดเห็นของคุณกับบทความนี้ ...


Privacy Policy | About Us
Copyright © 2000-2008 - Job Online Co.,Ltd. All rights reserved.
Contact Webmaster :
Webmaster@Jobpub.com